วัดราชคีรีหิรัญยารามหรือวัดเขาสมองแครง ประวัติเดิมไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างแต่ถูกกาลเวลาปล่อยทิ้งร้างจนมาถึงปี พ.ศ. 2483 โดยกระทรวงศึกษาธิการกรมการศาสนา ได้ออกหนังสือรับรองสภาพความเป็นวัดให้ไว้ ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 ความว่า
            "เป็นวัดที่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ซึ่งเป็นกฏหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นต่อมาเจ้าคณะตำบลวังทอง คือพระครูสุวรรณธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบางสะพาน อ.วังทอง ได้เห็นความสำคัญของวัด อันเป็นวัดเก่าโบราณขาดพระสังฆเถระที่มีความสามารถ จึงได้มีหนังสือเชิญพระอาจารย์วีระศักดิ์ วีรานนโท แห่งสำนักเทพธิดาราม แขวงสำราญราษฎ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ให้ไปรักษาการแทนเจ้าอาวาสที่ว่างลง ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2533"
            เมื่อพระครูสุวรรณธรรมภรณ์  รับตำแหน่งก็ได้ค้นคว้าความเป็นมาของวัดและมีเหตุบังเอิญ ได้ค้นพบหนังสือสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระะราชนิพนธ์ พระราชปรารถ เรื่องพระพุทธและมีข้อความสำคัญกล่าวถึงวัดราชคีรีหิรัญยาราม ว่า
            "พระพุทธเจ้าได้เสด็จบิณฑบาทไปถึงที่นั้น แล้วหยุดฉันที่ใต้ต้นสมอ ที่เขาสมอแครง ซึ่งเดิมเรียกว่าพนมสมอ ควรจะเป็นที่ตั้งพระพุทธสาสนา จึงมีรับสั่งให้จ่านกร้องและจ่าการบุญ คุมกำลังไพร่พลและเสบียงอาหารมาตรวจดูภูมิสถานแถบนั้น เมื่อจ่าทั้งสองได้ลงมาถึงที่ๆซึ่งกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ไปบิณฑบาตเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ดี เหมาะแก่การที่จะสร้างเมืองใหม่ จึงได้มีใบบอกขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกเจ้ากรุงเชียงแสนและเจ้ากรุงศรีสัชนาลัย พระเจ้าพสุจราช พระบิดาพระนางปทุมาวดี เอกอัครมเหสีของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏก ทั้งสองพระองค์ได้ทรงร่วมกันสร้างเมืองขึ้นมาใหม่เมื่อปี พ.ศ.1496 ตรงเช้าวันศุกร์ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู เบญจศก จ.ศ.315 และให้ชื่อเริ่มแรกเมืองนั้นว่า เมืองพิษณุโลกโอฆบุรี นับได้ว่าเป็นชะตาดวงเมืองของพิษณุโลก ตั้งแต่นั้นมาจึงถึงปัจจุบัน โดยอาศัยเหตุดังกล่าวมา"
            มีนิทานเก่ากล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จบิณฑบาตไปถึงที่นั้นแล้วหยุดฉันที่ใต้ต้นสมอ ที่เขาสมอแครง ซึ่งเดิมเรียกว่า พนมสอ ควรจะเป็นที่ตั้งพระพุทธศาสนาและพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกพร้อมพระนางปทุมาวดี พระเอกอัครมเหสี พร้อมพระราชโอรสพระเจ้าไกรสรราช และพระเจ้าชาติสาคร ให้ประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลกเป็นเวลานานไม่คิดจะเสด็จกลับกรุงเชียงแสน เพื่อที่บำเพ็ญพระราชกุศลทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยเริ่มแรกพระองค์ไดทรงสถาปณาสร้างพระมหาธาตุรูปปรางค์สูง 8 วา และสร้างพระวิหารทั้ง 4 ทิศแล้วเสร็จ ก็ทรงให้สร้างพระพุทธรูปสำคัญขึ้น 3 พระองค์ โดยองค์เริ่มแรกได้ให้ชื่อพระนามว่า พระพุทธชินราช 1 องค์ที่สองให้พระนามว่า พระพุทธชินสีห์ 1 และองค์ที่สามให้พระนามว่า พระศรีศาสดา 1 โดยครั้งแรกได้ทรงเททองหลังจากการปั้นหุ่นขึ้นแบบแล้วปรากฏว่าทองแผ่นบริบูรณ์เพียงสององค์คือ พระพุทธชินสีห์ และพระสาสดา ส่วนองค์เริ่มแรกที่ให้พระนามว่า พระพุทธชินราช นั้นทองไม่แล่นเต็มองค์ และพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกก็ได้ทรงกระทำขึ้อีกสองครั้ง ทองก็ยังไม่แล่นเต็มองค์ จนทำให้พระองค์ทรงโทมนัสยิ่งนัก
            ต่อมาพระองค์พร้อมด้วยพระอัครมเหสีพระนางปทุมาวดีพระราชเทวี ทั้งสองพระองค์ได้ทรงร่วมกันตั้งสัจกริยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมี จึงได้จัดการปั้นหุ่นขึ้นแบบใหม่ โดยครั้งนี้ได้มีชีปะขาว (ตาปะขาว) คนหนึ่งอาสาเข้ามาช่วยปั้นหุ่นขึ้นแบบทำการด้วยความแข็งแรงมาก ทั้งกลางวันและกลางคืนไม่มีเวลาหยุด ครั้นได้รูปหุ่นเสร็จ ก็ได้ทรงเททอง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ (เป็นวันธรรมสวนะวันพระ) เดือน 6 ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช 319 พระพุทธศาสนกาลล่วงแล้ว 1500 ปหย่อนอยู่ 7 วัน และทรงดำรัสสั่งให้อาราธนาชุมนุมพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีโดยรอบใกล้เคียงเมืองนั้นทั้งฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสี มี"พระอุบาฬีและพระศิริมานนท์ อันอยู่วัดเขาสมอแครง เป็นประธาน ให้สวดปริตพุทธมนต์ มหามงคลทำสัจกริยาธิษฐานอาราธนาเทพยดาให้ช่วยในการนั้น ทองก็แล่นเต็มองค์บริบูรณ์ เป็นที่โสมนัสแก่ทั้งสองพระองค์ยิ่งนัก และชีปะขาวที่ได้มาช่วยทำการนั้น ก็ได้เดินออกจากที่นั้นหายออกไปทางประตูเมืองข้างเหนือ และได้ไปถึงยังตำบลหนึ่งก็ได้หายไปโดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย ต่อมา ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า ตำบลตาปะขาวตราบเท่าทุกวันนี้...ฯ
            ด้วยเหตุดังพระราชนิพนธ์ในราชกาลที่ 5 ได้ทรงกล่าวถึง วัดเขาสมอแครง อันมีพระเถรผู้ใหญ่ พระอุบาฬีและพระศิริมานนท์ได้รับอาราธนามาเป็นประธานการสวดพระปริตและพระพุทธมนต์ถึงสองครั้งย่อมแสดงให้เห็นว่า วัดเขาสมอแครงนั้นมีความสำคัญยิ่งในสมัยนั้น และกาลปรากฏต่อมาในปัจจุบัน วัดที่เป็นวัดถูกต้องตามหลักการก็ครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ก็มีอยู่เพียงวัดเดียวที่ตั้งอยู่บนเขาสมอแครง คือ วัดราชคีรีหิรัญยาราม มีเนื้อที่เขตวัดในปัจจุบันประมาณ 230 ไร่ 3งาน 80 ตารางวา โดยสภาพ ถูกกาลเวลากลืนกินไปตามกาลรวมทั้งคนใจบาปหยาบช้าได้ขึ้นมาขุดทำลายโบทสถ์, วิหาร, เจดีย์ต่างๆเสียหายสิ้นสภาพหมด เพียงเพื่อจะค้นหาวัตถุมงคลที่เรียกว่า "พระสมเด็จนางพญา"เท่านั้น
            ปัจจุบัน พระครูใบฎีกาวีระศักดิ์วีรานันโท จากสำนักวัดเทพธิดาราม กรุงเทพฯได้มารักษาการในสมภารเจ้าวัด เพื่อการฟื้นฟูบูรณะปฏิสังขรณ์พุทธปฏิมากรณ์สถานขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
            ปัจจุบันการเดินทางไปยังวัดราชคีรีหิรัญยาราม(บนไหล่เขาสมอแครง) ตำบลวังทอง จังหวัดพิษณุโลกตั้งอยู่ติดทางหลวงหมายเลข 12 พิษณุโลก วังทอง-หล่มสัก-เพชรบูรณ์ (บนเชิงลาดไหล่เขาสมอแครง เป็นทางลาดยาง รถยนต์ขึ้นถึงวัดได้โดยสะดวก มีสถานที่ราชการคือ) สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ช่อง 5 และสถานีวิทยุ อสมท. ตั้งอยู่เหนือเขตวัดขึ้นไปและมีบันไดทอดยาว 336 ชั้นขึ้นเขาถึงวัดได้สะดวกเช่นกัน ห่างจากสนามบินพิษณุโลกเพียง 11 กิโลเมตร และห่างจากวัดใหญ่พระศรีรัตนมหาธาตุ ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช 14 กิโลเมตร จนถึงวัดเป็นถนนแยกไปจังหวัดอุตรดิตถ์ - ศรีสัชนาลัยอุทยานประวัติศาสตร์ และเพียง 7 กิโลเมตรจากท่าขนส่ง บขส. จึงนับได้ว่าเป็นการสะดวกที่จะไปช่วยกันสร้างวัดขึ้นมาใหม่ให้เจริญรุ่งเรืองดังในอดีต ประการสำคัญคือเป็นที่ประดิษฐานพระอวโลกิเตศวร พระบรมมหาโพธิสัตว์พระแม่กวนอิมหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความสูง 3 เมตร 5 เซนติเมตร น้ำหนัก 3 ตัน หรือ 3,000 กิโลกรัม นับได้ว่าเป็นหินทะเลหยกขาวองค์เดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแกะสลักสำเร็จรูป วัดสำนักนางชี ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกไหล่เขาทะเลสาบเวสเลค ใกล้กับวัดหลิงหลินซื่อ วัดที่สำคัญของเมืองหังโจว เป็นวัดบ้านเกิดของพระสติเฟื่องของจีน คือพระอรหันต์จี้กง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งพระครูใบฎีกาวีรศักดิ์วีรานันโท ได้เป็นผู้ไปอันเชิญมาเมืองไทย เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2535 โดยพักอยู่ที่ ท่าเรือกรุงเทพฯเพื่อรอการผ่านภาษีนำเข้าเป็นเวลา 37 วัน ด้วยการช่วยเหลือผ่านภาษีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2535 จะเดินทางไปประดิษฐานอยู่ที่ สวรรค์คอนโดมิเนียม จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเวลา 7 เดือน กับ 7 วัน โดยได้แยกกับองค์กวนอิม องค์ต้นแบบ จากสาลเจ้าวัดนางชีได้เดินทางร่วมมาด้วยในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกัน มีความสูง 1 เมตร 9 เซนติเมตร ปิดทองทั้งองค ์แยกไปประดิษฐานอยู่ที่ศาลากฏิพระครูใบฎีกาวีระศักดิ์วีรานันโท กรุงเทพฯวัดเทพธิดาราม วันที่ 5 มีนาคม 2535 จนถึงปัจจุบัน


ความอัศจรรย์พระแม่กวนอิมหยกขาว
           วันที่ 14 ตุลาคม 2535 ทางสวรรค์คอนโดมิเนียม โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้เป็นประธานนำส่งองค์พระแม่กวนอิมหยกขาว ด้วยการอาราธนาเจ้าคณะจังหวัดและท่านกิตติวุฑโฒ ภิกขุ (พระเทพกิตติปัญญาคุณ ปัจจุบัน) เจริญพระพุทธมนต์อัญเชิญพระแม่กวนอิมยกขึ้นรถเทลเลอร์ทหาร โดย พล.ต.วิทวัส เตมียบุตร ผู้บัญชาการหน่วยช่วยรบที่ 3 จังหวัดพิษณุโลกเป็นประธาน เดินทางออกจากนครสวรรค์เวลา 06.09 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2535 และทันทีที่ได้เดินทางไปหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ทันทีที่มาถึง ให้ปรากฏการณ์มหัศจรรย์แก่ประชาชนโดยทั่วไป กล่าวคือ ไฟฟ้าในพระวิหารได้ดับลงอย่างอัศจรรย์ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน เวลาประมาณ 09.49 น. ขณะที่ พล.ต. วิทวัส เตมียบุตร, พระครูสุวรรณ ธรรมภรณ์ และพระครูใบฎีกาวีระศักดิ์ วีรานันโท เจ้าอาวาสวัดราชคีรีฯ ได้เข้าไปในพระวิหารเพื่อกราบมนัสการขอขมาองค์พระพุทธชินราช เพื่อการเดินทางผ่านของพระแม่กวนอิมยกขาวไปอำเภอวังทอง ทั้งๆที่ไฟฟ้ายังดับอยู่ขณะนั้น เมื่อได้สวดมนต์ขอขมาจบแล้วได้ทราบจากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่มากราบไหว้พระพุทธชินราชว่า เป็นการให้การต้อนรับของพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพิษณุโลก ต่อองค์พระแม่กวนอิมหยกขาวโดยปฏิหาริย์ขององค์พระพุทธชินราช ได้ทราบในข่ายพระญาณว่าองค์พระแม่กวนอิมหยกขาวจะแวะมามนัสการพระองค์ท่าน แต่ด้วยความใหญ่โตสูงใหญ่ของพระองค์ พระแม่กวนอิมหยกขาวที่มีความสูงถึง 3 เมตร หนัก 3 ตัน ถ้าจะเข้าไปในพระวิหารคงจะเป็นไปไม่ได้ คงประดิษฐานประทับอยู่บนรถเทลเลอร์ทหารจอดขวางอยู่หน้าประตูทางเข้าพระวิหารทางด้านหลวงพ่อเหลือ การที่จะให้สัญญาณด้วยการรับรู้การมาขอขมาในพระองค์ท่านจึงมีประการเดียวด้วยการทำให้ไฟฟ้าในพระวิหารดับ ในขณะที่พระแม่กวนอิมหยกขาวมาขณะนั้น เพื่อให้คนที่กำลังกราบไหว้บูชาพระพุทธชินราชในพระวิหารได้ออกไปภายนอก ก็จะได้พบกับองค์พระแม่กวนอิมหยกขาวประทับยืนตระหง่านอยู่บนรถเทลเลอร์ทหาร คนเหล่านั้นที่เดินทางออกจากพระวิหารต่างก็กรูกันไปกราบไหว้มนัสการองค์พระแม่กวนอิมหยกขาวกันอย่างเนื่องแน่น ชั่วขณะที่การเดินทางของพระแม่กวนอิมหยกขาวผ่านมามนัสการพระพุทธชินราชพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดพิษณุโลก และชาวโลก เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้ที่พบเห็นในขณะนั้น และกล่าวขานถึงบารมีขององค์พระแม่กวนอิมหยกขาวกันไม่ขาดปาก ที่เปรียบเสมือนกับพระโพธิสัตว์องค์สำคัญได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า (พระพุทธชินราชองค์ที่เทวดาสร้าง) ฉะนั้นฯ
           และก็ได้ความอัศจรรย์ซ้ำสองเมื่อพระแม่กวนอิมหยกขาวได้เดินทางขึ้นประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ที่ทางวัดได้กำหนดที่ตั้งองค์พระแม่ ด้วยการจัดหางิ้วมาแสดงฉลองการต้อนรับเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ซึ่งก็ได้มีผู้ทักท้วงว่า คนที่ไหนจะขึ้นเขาไปดู เสียเงินเปล่า พระงิ้วคิดคืนละ 25,000 บาท อาตมาภาพได้แย้งว่าไม่ได้ให้คนดู ให้เจ้าแม่ดู ก็ให้ปรากฏการณ์ว่าฝนตกอย่างหนักทั้ง 3 วัน 3 คืน ทีเดียว และอีกประการหนึ่ง เจ้าแม่ต้องการจะมาดูองค์เดียว
           และประการที่สามที่มีความมหัศจรรย์เกิดขึ้นในวันเดินทางจากนครสวรรค์มาลงโลกที่พิษณุโลก กล่าวคือ รถเทลเลอร์ทหารที่ไปขนย้ายองค์พระแม่กวนอิมหยกขาวมานั้น ได้ปรากฏเบอร์ กท.ทหาร  21193 วันรุ่งขึ้น วันที่ 16 ตุลาคม 2536 ลอตเตอรี่รัฐบาลออกรางวัลเลขท้ายที่ 1 ปรากฏว่าเป็นเลข 93 อย่างอัศจรรย์ นำความมีโชคลาภแก่ผู้ประสงค์จะเสี่ยงโชคได้ร่ำรวยไปตามๆกัน นับแต่การขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่วัดราชคีรีหิรัญยาราม ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา และอีกหลายต่อหลายครั้ง กับผู้ที่ได้สร้างสมบารมีไว้กับท่าน มักจะประสบโชคลาภร่ำรวยกันเสมอที่ได้มีโอกาศขึ้นไปกราบไหว้ขอพร-ขอโชคลาภ-ขอให้ได้หายจากการเจ็บป่วย-และขอบุตร-ธิดากันเป็นประจำ จนเป็นที่กล่าวขานกันโดยทั่วไปว่า ไปวัดพระวัดใหญ่ พระพุทธชินราชแล้วอย่าลืมแวะขึ้นเขาไปกราบขอพรจากองค์พระแม่กวนอิมหยกขาว เมื่อไปจังหวัดพิษณุโลก ตราบเท่าปัจจุบัน