
8.
หลักการปฏิบัติตนในสังคม
มนุษย์เกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขของบิดามารดา
และอากาศธานุแห่งฟ้าดิน
พึงจำไว้เสมอว่า
การได้เกิดเป็นคนนั้น
แสนยาก
เมื่อบัดนี้ได้มีโอกาสเกิดเป็นคนแล้ว
อย่าปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปโดยไร้ประโยชน์
เมื่อตอนเยาว์วัย
ต้องขยันหมั่นเพียร
ศึกษาเล่าเรียนหาวิชาความรู้
เคารพครูบาอาจารย์
กตัญญูต่อบิดามารดา
พี่น้องรักใคร่สามัคคี
และเมื่อเติบใหญ่อยู่ในสังคม
ต้องรักแผ่นดินถิ่นเกิด
รักเผ่าพันธุ์
สามีภรรยารักใคร่ปรองดอง
นับถือซึ่งกันและกัน
ตั้งใจประกอบสัมมาอาชีพ
เคารพยกย่องผู้อาวุโสกว่า
มีมารยาท
อ่อนน้อมถ่อมตน
มีสัจจะเชื่อถือได้
หมั่นสำรวจตรวจตราความบกพร่องของตนเองอยู่เสมอ
มีความมานะอดทน
หมั่นทำบุญให้ทาน
และบำเพ็ญคุณธรรม 10
เหล่านี้คือ
หลักการปฏิบัติตนในสังคม
เมื่อได้ทำตามหลักแห่งการปฏิบัติตนในสังคมแล้ว
ก็สามารถที่จะปฏิบัติธรรม
ทางฌานสมาธิเพื่อให้จิตวิญญาณสว่างไสว
อยู่ในสภาวะอมตะ
ที่ว่าต้องบำเพ็ญทั้งทางจิต
และทางนอกจิตร่วมกันถึงจะสามารถบรรลุมรรคผลนั้น
การบำเพ็ญทางจิต
และทางนอกจิตร่วมกันถึงจะสามารถบรรลุมรรคผลนั้น
การบำเพ็ญทางจิตก็คือ
การขัดเกลาอบรมบ่มจิตจองตนให้ใสบริสุทธิ์ไร้กิเลสตัณหากระทั่งเกิดปัญญา
คืนสู่จิตเดิมแท้อันบริสุทธิ์ดังจิตของทารกก็จักบรรลุเป็นเทพ
พรหม พุทธ
การบำเพ็ญทางจิตหรือการฌานสมาธิ
จักต้องบำเพ็ญทางนอกจิตเพื่อเป็นบาทฐานก่อน
คือ เสียสละประโยชน์สุขส่วนตน
เพื่อประโยชน์ผู้อื่นทำบุญให้ทาน
เผยแพร่ธรรมะ เช่น
พิมพ์หนังสือธรรมะแจก
ชี้แนะผู้คนให้ทำความดี
ซ่อมสร้างสะพานและถนนหนทาง
สงเคราะห์ผู้ยากไร้
การทำความดีเหล่านี้
คือการบำเพ็ญทางนอกจิต
ส่วนการบำเพ็ญทางจิต
ก็คือการขัดเกลาอบรมบ่มจิต
ด้วยการสมาธิวิปัสสนา
ดังกล่าวนี้ คือขั้นตอนที่ผู้ปฏิบัติธรรมจำต้องบำเพ็ญ
หากสามารถปฏิบัติด้วยความวิริยะอดทนไม่ย่อท้อ
โดยยึดคุณธรรม 10
เป็นบาทฐานเมื่อปฏิบัติสำเร็จไปหนึ่งข้อ
ข้ออื่น ๆ ที่เหลือ
ก็จักสำเร็จต่อเนื่อง
เมื่อนั้น
การบรรลุมรรคผล
ก็เป็นเรื่องง่ายดาย
ขอให้ลูก
ๆ ผู้หลงลืมตัวทั้งหลาย
จงตื่นขึ้นแล้วรีบบำเพ็ญเถิด
พระมารดา
(เหลาหมู่)
24
กุมภาพันธ์ 2522 เวลา 21.00 น.
|