
1. มนุษย์มาจากไหน?
ตายแล้วไปไหน?
มนุษย์ในโลกยุคแรก
แม่เป็นผู้นำมาปล่อยไว้เอง
เพื่อให้มาสร้างสังคมมนุษย์
พวกเขาจะต้องมาเวียนเกิดเวียนตายไม่มีสิ้นสุด
จนกว่าจะสามารถบรรลุมรรคผล
คิดไม่ถึงว่าเมื่อมาจุติแล้ว
กลับลืมจิตเดิมแท้เสียสิ้น
จนไม่รู้หนทางกลับสวรรค์
ไม่ยอมปฏิบัติธรรม
ขัดเกลากายและใจ
รู้แต่จะเสพสุขจากวัตถุธาตุที่เห็นด้วยตา
หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภาพลวงตาเอาแต่หลงไหลคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตา
ที่ได้สตินั้นนับว่ามีน้อยมาก
ดังนั้นผู้ที่บำเพ็ญธรรมจบบรรลุมรรคผล
จึงมีเป็นส่วนน้อย
ส่วนใหญ่ยังคงดำผุดดำโผล่อยู่ในวังวนแห่งทะเลทุกข์อันเวิ้งว้าง
ไฉนจะไม่ให้แม่เศร้าสลดได้อย่างไร? ดังนั้น
ผู้จะขัดเกลาจิต
จำต้องละทิ้งเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่าง
ๆ ขอแต่เพียงให้ซื่อตรงเท่านั้น
ไม่ว่าชายหญิง
หรือเด็กหรือคนชรา
หากทำไดดังกล่าว
ย่อมสามารถบำเพ็ญธรรมได้
ถึงจะไม่เสียชาติเกิด
มนุษย์เป็นหนึ่งในสามสิ่งประเสริฐ
คือ ฟ้า ดิน มนุษย์
ดังนั้น
หากมนุษย์สามารถขัดเกลาจิตจนรู้แจ้งเห็นธรรม
ก็จักสามารถอยู่คู่ฟ้าดินได้ตลอดกาล
แต่หากจิตวิญญาณเดิมถูกบดบัง
ละทิ้งความดี
เหลือแต่ความชั่วร้ายย่อมห่างไกลอนุตรธรรม
ลูก ๆ ทั้งหลาย
ถ้าหากรู้แจ้งว่า
มนุษย์นั้นเกิดตามกรรม
ก็ควรที่จะรีบเร่งบำเพ็ญธรรม
เพื่อขัดเกลาจิตให้คืนสู่สภาวะจิตเดิมแท้
(จิตบริสุทธิ์ดุจจิตทารก)
มิเช่นนั้น
คงไม่อาจหนีพ้นนรกอบายภูมิ
วนเวียนอยู่ในหกภูมิกำหนดสี่
( สัตว์สี่เท้า สัตว์ปีก
สัตว์น้ำ มด แมลง ) ตลอดไป
ไม่มีวันได้กลับสวรรค์ถิ่นเดิมซึ่งเป็นเรื่องน่าสลดใจอย่างยิ่ง
เมื่อมีโอกาสได้เกิดเป็นคน
ควรทำคุณประโยชน์แก่สังคม
ประเทศชาติ แสดงออกถึงจิตอันดีมีคุณธรรม
อันเป็นจิตดั้งเดิม
อายุขัยของคนยืนยาวไม่กี่สิบปี
ถ้าปล่อยให้วันเวลาล่วงไปโดยไม่ได้สร้างกุศลความดีไว้ในโลก
ย่อมไม่เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
ก็จักไม่สามารถกลับสวรรค์
การมีโอกาสเกิดเป็นคนก็จะสูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย
เมื่อที่มาของมนุษย์เช่นนี้
หลังจากตายแล้ววิญญาณไปไหนเล่า?
มนุษย์ในโลกเมื่อเกิดมาได้รู้จักสร้างสมบุญบารมีขัดเกลาอบรมบ่มจิต
แต่กลับสร้างกรรมทำชั่วมากหลาย
จึงต้องชดใช้หนี้กรรม
เมื่อใดสิ้นลมปราณบุตรหลานก็ไม่รู้จักสร้างบุญกุศลไถ่บาปผู้ตาย
คิดแต่จะจัดงานศพใหญ่โต
ฆ่าสัตว์เล็ก
สัตว์ใหญ่มาเซ่นไหว้
แท้จริงเป็นการเพิ่มบาปกรรมแก่ผู้ตาย
เพราะพวกสัตว์ก็มีชีวิตจิตใจเช่นกัน
ชาติก่อนมันอาจเคยเกิดเป็นคน
แต่ทำบาปมากจึงต้องมาเกิดเป็นสัตว์
ดังนั้น
สัตบุรุษเห็นมันเกิด
ย่อมไม่อาจทนดูมันตายได้ยินเสียงมันร้อง
ย่อมไม่อาจทนกินเนื้อมัน
ไฉนจึงต้องไปฆ่าสัตว์เป็น
เพื่อเซ่นไหว้คนตาย
ปกติคนหลังจากตายเจ็ดวัน
จึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว
ก็เริ่มรู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่ตนได้กระทำเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่
ตลอด 49 วันแรก วิญญาณของเขาจะต้องถูกกักอยู่ในยมโลก
เพื่อรอการพิจารณาตัดสินคดี
และเพื่อดูว่าในช่วงระหว่าง
49 วันนั้น
บุตรหลานในเมืองมนุษย์
ได้สร้างกุศลหรือสร้างบาปกรรมเพิ่มให้แก่เขาหรือไม่
เมื่อรอจนครบ 49
วันแล้วทางยมบาลจึงจะดำเนินการพิจารณาไต่สวน
โดยจะรวบรวมบาปและบุญที่เขาสร้างสมทั้งหมดมาหักลบกัน
ถ้าฝ่ายบุญกุศลมีมากกว่า
ก็จะให้ไปเกิดเป็นคนอีก
ถ้าฝ่ายบาปอกุศลมีมากกว่า
ก็จะส่งไปที่นรกขุมต่าง
ๆ
จัดการชำระตามโทษาณุโทษของเขาต่อไป
คนจำพวกที่ไม่ยอมบำเพ็ญธรรม
(ปฏิบัติธรรม) สร้างกุศล
เมื่อตายแล้วจะต้องผ่านกระบวนการตามที่กล่าวนี้
ดังนั้น
ผู้ที่มีปัญญา
เจริญพากเพียรบำเพ็ญธรรม
หมั่นสั่งสมบุญกุศล
เมื่อตายลง
ก็จะแตกต่างจากวิญญาณทั่วไป
เพราะเมื่อจิตวิญญาณของเขามีการขัดเกลา
ก็จักสว่างผ่องใส
แม้กายเนื้อเขาจะตายการทิพย์
(จิตวิญญาณ)
เขายังคงอยู่
ดังนั้นจึงไม่ต้องตกสู่นรกอันมืดมิด
เมื่อทางยมโลกได้รับการรายงานตัวจากผู้บำเพ็ญธรรม
ก็จะรีบส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีบาปบุญตรวจสอบการประพฤติธรรมของเขา
หากมีกุศลผลบุญมาก
ก็จักสามารถสู่สวรรค์ไม่ต้องถูกกักตัว
49 วัน
นี่เป็นผลดีแห่งการบำเพ็ญธรรม
ทว่าชาวโลกไม่เข้าใจหลักการข้อนี้
เห็นบำเพ็ญธรรม
สร้างบุญกุศลว่าเป็นการหลงเชื่องมงาย
ซึ่งตามความเป็นจริง
การไม่บำเพ็ญธรรมไม่สร้างบุญญาบารมี
เป็นการบดบังจิตเดิมอันดีงาม
ต่อเมื่อตายลงจึงสำนึกได้แต่ก็สายเสียแล้ว
ขอให้ลูก ๆ
ทั้งหลายจงรู้แจ้งวิธีเกิดและตายของมนุษย์
แล้ว รีบเร่งบำเพ็ญธรรมแต่เนิ่น
ๆ
แสดงออกถึงจิตพุทธะดั้งเดิม
ลูก ๆ
พึงตระหนักว่าพวกที่ตกอยู่ในหกภูมิกำเนิดสี่
ล้วนแต่มีจิตวิญญาณทั้งสิ้น
แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณเดิมถูกบดบัง
จึงต้องวนเวียนอยู่ท่ามกลางทะเลทุกข์อันเวิ้งว้าง
โดยไม่สามารถฉุดช่วยตนเองได้
เป็นเรื่องที่แม่ปวดร้าวใจยิ่งนัก
จะไม่มาชี้แนะหนทางสว่าง
และกระตุ้นให้จิตดีงามของลูก
ๆ กลับคืนมาได้อย่างไร?
ด้วยเหตุผลดังกล่าว
จึงเป็นที่มาของลิขิตเรื่อง
" เสียงจากสุขาวดี "
นี้
ขอให้ลูกทั้งหลายจงอ่านให้เข้าใจแล้วประพฤติปฏิบัติตามก็จักบรรลุผลเมื่อนั้นหนทางสวรรค์ก็จักเปิดกว้าง
และวันแห่งการพบกันอีกครั้งของเราแน่
ลูกก็อยู่ไม่ไกล ลูก ๆ
พึงตระหนักว่า
การบำเพ็ญธรรม หากขาดเมตตาจิตย่อมไม่อาจเรียกว่าบำเพ็ญธรรม
พระมารดา (เหล่าหมู่)
14 กุมภาพันธ์ 2522
เวลา 20.00 น.
|