logo.gif (7302 bytes)

1. มนุษย์มาจากไหน? ตายแล้วไปไหน?

          มนุษย์ในโลกยุคแรก แม่เป็นผู้นำมาปล่อยไว้เอง เพื่อให้มาสร้างสังคมมนุษย์ พวกเขาจะต้องมาเวียนเกิดเวียนตายไม่มีสิ้นสุด จนกว่าจะสามารถบรรลุมรรคผล คิดไม่ถึงว่าเมื่อมาจุติแล้ว กลับลืมจิตเดิมแท้เสียสิ้น จนไม่รู้หนทางกลับสวรรค์ ไม่ยอมปฏิบัติธรรม ขัดเกลากายและใจ รู้แต่จะเสพสุขจากวัตถุธาตุที่เห็นด้วยตา หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภาพลวงตาเอาแต่หลงไหลคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ที่ได้สตินั้นนับว่ามีน้อยมาก ดังนั้นผู้ที่บำเพ็ญธรรมจบบรรลุมรรคผล จึงมีเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ยังคงดำผุดดำโผล่อยู่ในวังวนแห่งทะเลทุกข์อันเวิ้งว้าง ไฉนจะไม่ให้แม่เศร้าสลดได้อย่างไร? ดังนั้น ผู้จะขัดเกลาจิต จำต้องละทิ้งเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่าง ๆ ขอแต่เพียงให้ซื่อตรงเท่านั้น ไม่ว่าชายหญิง หรือเด็กหรือคนชรา หากทำไดดังกล่าว ย่อมสามารถบำเพ็ญธรรมได้ ถึงจะไม่เสียชาติเกิด

          มนุษย์เป็นหนึ่งในสามสิ่งประเสริฐ คือ ฟ้า ดิน มนุษย์ ดังนั้น หากมนุษย์สามารถขัดเกลาจิตจนรู้แจ้งเห็นธรรม ก็จักสามารถอยู่คู่ฟ้าดินได้ตลอดกาล แต่หากจิตวิญญาณเดิมถูกบดบัง ละทิ้งความดี เหลือแต่ความชั่วร้ายย่อมห่างไกลอนุตรธรรม

          ลูก ๆ ทั้งหลาย ถ้าหากรู้แจ้งว่า มนุษย์นั้นเกิดตามกรรม ก็ควรที่จะรีบเร่งบำเพ็ญธรรม เพื่อขัดเกลาจิตให้คืนสู่สภาวะจิตเดิมแท้ (จิตบริสุทธิ์ดุจจิตทารก) มิเช่นนั้น คงไม่อาจหนีพ้นนรกอบายภูมิ วนเวียนอยู่ในหกภูมิกำหนดสี่ ( สัตว์สี่เท้า สัตว์ปีก สัตว์น้ำ มด แมลง ) ตลอดไป ไม่มีวันได้กลับสวรรค์ถิ่นเดิมซึ่งเป็นเรื่องน่าสลดใจอย่างยิ่ง เมื่อมีโอกาสได้เกิดเป็นคน ควรทำคุณประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติ แสดงออกถึงจิตอันดีมีคุณธรรม อันเป็นจิตดั้งเดิม อายุขัยของคนยืนยาวไม่กี่สิบปี ถ้าปล่อยให้วันเวลาล่วงไปโดยไม่ได้สร้างกุศลความดีไว้ในโลก ย่อมไม่เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ก็จักไม่สามารถกลับสวรรค์ การมีโอกาสเกิดเป็นคนก็จะสูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย เมื่อที่มาของมนุษย์เช่นนี้ หลังจากตายแล้ววิญญาณไปไหนเล่า?

          มนุษย์ในโลกเมื่อเกิดมาได้รู้จักสร้างสมบุญบารมีขัดเกลาอบรมบ่มจิต แต่กลับสร้างกรรมทำชั่วมากหลาย จึงต้องชดใช้หนี้กรรม เมื่อใดสิ้นลมปราณบุตรหลานก็ไม่รู้จักสร้างบุญกุศลไถ่บาปผู้ตาย คิดแต่จะจัดงานศพใหญ่โต ฆ่าสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่มาเซ่นไหว้ แท้จริงเป็นการเพิ่มบาปกรรมแก่ผู้ตาย เพราะพวกสัตว์ก็มีชีวิตจิตใจเช่นกัน ชาติก่อนมันอาจเคยเกิดเป็นคน แต่ทำบาปมากจึงต้องมาเกิดเป็นสัตว์ ดังนั้น สัตบุรุษเห็นมันเกิด ย่อมไม่อาจทนดูมันตายได้ยินเสียงมันร้อง ย่อมไม่อาจทนกินเนื้อมัน ไฉนจึงต้องไปฆ่าสัตว์เป็น เพื่อเซ่นไหว้คนตาย

          ปกติคนหลังจากตายเจ็ดวัน จึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว ก็เริ่มรู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่ตนได้กระทำเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ ตลอด 49 วันแรก วิญญาณของเขาจะต้องถูกกักอยู่ในยมโลก เพื่อรอการพิจารณาตัดสินคดี และเพื่อดูว่าในช่วงระหว่าง 49 วันนั้น บุตรหลานในเมืองมนุษย์ ได้สร้างกุศลหรือสร้างบาปกรรมเพิ่มให้แก่เขาหรือไม่ เมื่อรอจนครบ 49 วันแล้วทางยมบาลจึงจะดำเนินการพิจารณาไต่สวน โดยจะรวบรวมบาปและบุญที่เขาสร้างสมทั้งหมดมาหักลบกัน ถ้าฝ่ายบุญกุศลมีมากกว่า ก็จะให้ไปเกิดเป็นคนอีก ถ้าฝ่ายบาปอกุศลมีมากกว่า ก็จะส่งไปที่นรกขุมต่าง ๆ จัดการชำระตามโทษาณุโทษของเขาต่อไป คนจำพวกที่ไม่ยอมบำเพ็ญธรรม (ปฏิบัติธรรม) สร้างกุศล เมื่อตายแล้วจะต้องผ่านกระบวนการตามที่กล่าวนี้

          ดังนั้น ผู้ที่มีปัญญา เจริญพากเพียรบำเพ็ญธรรม หมั่นสั่งสมบุญกุศล เมื่อตายลง ก็จะแตกต่างจากวิญญาณทั่วไป เพราะเมื่อจิตวิญญาณของเขามีการขัดเกลา ก็จักสว่างผ่องใส แม้กายเนื้อเขาจะตายการทิพย์ (จิตวิญญาณ) เขายังคงอยู่ ดังนั้นจึงไม่ต้องตกสู่นรกอันมืดมิด

          เมื่อทางยมโลกได้รับการรายงานตัวจากผู้บำเพ็ญธรรม ก็จะรีบส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีบาปบุญตรวจสอบการประพฤติธรรมของเขา หากมีกุศลผลบุญมาก ก็จักสามารถสู่สวรรค์ไม่ต้องถูกกักตัว 49 วัน นี่เป็นผลดีแห่งการบำเพ็ญธรรม ทว่าชาวโลกไม่เข้าใจหลักการข้อนี้ เห็นบำเพ็ญธรรม สร้างบุญกุศลว่าเป็นการหลงเชื่องมงาย ซึ่งตามความเป็นจริง การไม่บำเพ็ญธรรมไม่สร้างบุญญาบารมี เป็นการบดบังจิตเดิมอันดีงาม ต่อเมื่อตายลงจึงสำนึกได้แต่ก็สายเสียแล้ว ขอให้ลูก ๆ ทั้งหลายจงรู้แจ้งวิธีเกิดและตายของมนุษย์ แล้ว รีบเร่งบำเพ็ญธรรมแต่เนิ่น ๆ แสดงออกถึงจิตพุทธะดั้งเดิม ลูก ๆ พึงตระหนักว่าพวกที่ตกอยู่ในหกภูมิกำเนิดสี่ ล้วนแต่มีจิตวิญญาณทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณเดิมถูกบดบัง จึงต้องวนเวียนอยู่ท่ามกลางทะเลทุกข์อันเวิ้งว้าง โดยไม่สามารถฉุดช่วยตนเองได้ เป็นเรื่องที่แม่ปวดร้าวใจยิ่งนัก จะไม่มาชี้แนะหนทางสว่าง และกระตุ้นให้จิตดีงามของลูก ๆ กลับคืนมาได้อย่างไร?

          ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่มาของลิขิตเรื่อง " เสียงจากสุขาวดี " นี้ ขอให้ลูกทั้งหลายจงอ่านให้เข้าใจแล้วประพฤติปฏิบัติตามก็จักบรรลุผลเมื่อนั้นหนทางสวรรค์ก็จักเปิดกว้าง และวันแห่งการพบกันอีกครั้งของเราแน่ ลูกก็อยู่ไม่ไกล ลูก ๆ พึงตระหนักว่า การบำเพ็ญธรรม หากขาดเมตตาจิตย่อมไม่อาจเรียกว่าบำเพ็ญธรรม

พระมารดา (เหล่าหมู่)

14 กุมภาพันธ์ 2522 เวลา 20.00 น.